วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โรคภูมิแพ้และหอบหืดของเด็ก

      โรคภูมิแพ้และหอบหืดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  และมีอัตราความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย  โรคภูมิแพ้อาจมาจากกรรมพันธุ์  ที่พ่อ  แม่  หรือ พ่อแม่คนใดคนหนึ่งเป็นภูมิแพ้  ลูกมีแนวโน้มที่จะเป็นภูมิแพ้โดยอาจไม่ต้องแพ้อย่างเดียวกับพ่อแม่   แต่ปัจจุบันก็มีเด็กที่ครอบครัวไม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้เลยก็มีโอกาสเป็นโรคนี้  แม้แต่เด็กทารกก็เป็นหอบหืดได้
ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม 5 ประการ
     ภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมอย่างเดียว  แต่เกิดจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมด้วย  และปัจจัยเสี่ยวด้านสิ่งแวดล้อมที่ ควรระวังและหาทางป้องกัน
1.  ภาวะโรคร้อนมีส่วนทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น   เพราะโรคภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมอย่างเดียวแต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมด้วย  การเกิดภาวะโลกร้อนทำให้สิ่งแวดล้อมมีมลพิษมากขึ้น  สารกระตุ้นการก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หอบหืดจึงเพิ่มตามขึ้น  ทำให้สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าแม้ในเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้เป็น  ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้
2.  เด็กได้กินนมแม่น้อยลง  ความจริงแล้วการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ป้องกันภูมิแพ้และหอบหืดได้เหมือนกันกรณีเด็กกลุ่มเสี่ยงคือพ่อแม่หรือพี่เป็นภูมิแพ้  คุณหมอจะแนะนำว่าต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน  และต้องไม่มีคนในบ้านสูบบุหรี่เพราะ
การรับกลิ่นจากควันบุหรี่มากๆ  ลูกก็มีความเสี่ยงเป็นหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้ทางระบบหายใจได้
3.  เด็กถูกกระตุ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  เพราะการกระตุ้นภูมิแพ้กระตุ้นได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องแม่  เช่น แม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรี่  ลูกเกิดมาก็มีโอกาสเสี่ยงมาก  เพื่อลดโอกาสเสี่ยง  ทางที่ดีคือควรให้แม่ท้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี  ไม่มีควันบุหรี่
4.  แม่ท้องกินนมทุกประเภทมากเกินไป  เพราะการกินนมมากเกินไปเป็นการกระตุ้นให้ลูกเกิดการแพ้ได้ง่าย  การพยายามกินนมมากเกินปกติที่เคยกินเป็นสาเหตุกระตุ้นให้ลูกเกิดการแพ้ได้มากขึ้น  การป้องกันคือ  ขณะตั้งครรภ์ไม่ควรพยายามกินนมให้มากเกินกว่าปกติที่ตนเองจะกินได้  และแม้คุณแม่ไม่สามารถดินนมได้  คุณหมอก็แนะนำว่าไม่ต้องกังวล ยังมีอาหารอื่นให้สาร อาหารทดแทนนมวัวได้
5.  ให้ลูกกินอาหารเสริมเร็วเกินไป   ยิ่งเริ่มอาหารเสริมเร็วกว่า 4-6 เดือน  ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะแพ้เร็วขึ้น
หลักป้องกัน
     ในกลุ่มที่เสี่ยงและเป็นกลุ่มที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดอยู่แล้ว  ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ไรฝุ่น แมลงสาย เกสรหญ้า ขนสัตว์  ควันบุหรี่  และที่สำคัญต้องใช้ยาสม่ำเสมอ
     กลุ่มที่ไม่เป็นโรคแต่มีคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ถือว่ามีอัตราเสี่ยง  ต้องทำตามสูตรที่กล่าวข้างต้น  ขณะตั้งครรภ์ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและไม่กินนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน  และไม่เริ่มอาหารเสริมเร็วเกินไป  และหากทำได้ควรดูแลเรื่องสิ่ง แวดล้อมที่อาจเป็นสารกระตุ้นภูมิแพ้ด้วย
ภูมิแพ้บางอย่างรักษาได้
     ฉีดวัคซีนรักษา  ไม่ใช่เพื่อป้องกัน  หลักการคือ  ฉีดสารที่ผู้ป่วยแพ้เข้าไปในร่างกาย  เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารที่แพ้นั้น  การฉีดจะเริ่มจากปริมาณน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น  ต้องฉีดต่อเนื่องเดือนละครั้ง  นาน 5 ปีจึงจะหายได้
ฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนรักษาพิจารณาได้จาก
     ฉีดได้เฉพาะกรณีเท่านั้น  ได้แก่  ผู้ป่วยที่แพ้อากาศหรือแพ้อากาศร่วมกับหอมหืด  หรือแพ้แมลงสาบรุนแรง เช่น  แพ้ผึ้ง ต่อ แตน แบบถูกต่อยแล้วช็อก  หรืออาจถึงเสียชีวิตได้  กรณีภูมิแพ้อื่นๆ  การฉีดวัคซีนไม่ช่วยอะไร
     ผู้ป่วยมีอาการมาก  คือหยุดยาไม่ได้เลย  และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นไม่ได้เลย
     ต้องมีการทดสอบก่อนว่าแพ้อะไร  โดยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือเจาะเลือด    กรณีแพ้อากาศที่เสี่ยงจะเป็นโรคหืดมากกว่าคนอื่น 3 เท่า  ถ้าฉีดวัคซีนรักษาจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ลงได้  หลักการของวัคซีนรักษานี้ถ้าฉีดตั้งแต่ยังไม่เป็นโรคก็จะป้องกันได้    
     วัคซีนแบบกิน  เนื่องจากการรักษาด้วยวัคซีนแบบฉีดต้องฉีดบ่อย  จึงมีปัญหาว่าถ้ากรณีเด็กเล็กๆก็จะไม่ร่วมมือ     จึงมีการพัฒนาวัคซีนแบบกิน  ปัจจุบันที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปเริ่มใช้แล้ว    แต่บ้านเรายังไม่มีการใช้เพราะต้องรอผ่านการับรองจากองค์การอาหารและยาก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น