โรคภูมิแพ้และหอบหืดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีอัตราความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย โรคภูมิแพ้อาจมาจากกรรมพันธุ์ ที่พ่อ แม่ หรือ พ่อแม่คนใดคนหนึ่งเป็นภูมิแพ้ ลูกมีแนวโน้มที่จะเป็นภูมิแพ้โดยอาจไม่ต้องแพ้อย่างเดียวกับพ่อแม่ แต่ปัจจุบันก็มีเด็กที่ครอบครัวไม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้เลยก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ แม้แต่เด็กทารกก็เป็นหอบหืดได้
ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม 5 ประการ
ภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมด้วย และปัจจัยเสี่ยวด้านสิ่งแวดล้อมที่ ควรระวังและหาทางป้องกัน
1. ภาวะโรคร้อนมีส่วนทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น เพราะโรคภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมอย่างเดียวแต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมด้วย การเกิดภาวะโลกร้อนทำให้สิ่งแวดล้อมมีมลพิษมากขึ้น สารกระตุ้นการก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หอบหืดจึงเพิ่มตามขึ้น ทำให้สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าแม้ในเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้เป็น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้
2. เด็กได้กินนมแม่น้อยลง ความจริงแล้วการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ป้องกันภูมิแพ้และหอบหืดได้เหมือนกันกรณีเด็กกลุ่มเสี่ยงคือพ่อแม่หรือพี่เป็นภูมิแพ้ คุณหมอจะแนะนำว่าต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และต้องไม่มีคนในบ้านสูบบุหรี่เพราะ
การรับกลิ่นจากควันบุหรี่มากๆ ลูกก็มีความเสี่ยงเป็นหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้ทางระบบหายใจได้
3. เด็กถูกกระตุ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เพราะการกระตุ้นภูมิแพ้กระตุ้นได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องแม่ เช่น แม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรี่ ลูกเกิดมาก็มีโอกาสเสี่ยงมาก เพื่อลดโอกาสเสี่ยง ทางที่ดีคือควรให้แม่ท้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีควันบุหรี่
4. แม่ท้องกินนมทุกประเภทมากเกินไป เพราะการกินนมมากเกินไปเป็นการกระตุ้นให้ลูกเกิดการแพ้ได้ง่าย การพยายามกินนมมากเกินปกติที่เคยกินเป็นสาเหตุกระตุ้นให้ลูกเกิดการแพ้ได้มากขึ้น การป้องกันคือ ขณะตั้งครรภ์ไม่ควรพยายามกินนมให้มากเกินกว่าปกติที่ตนเองจะกินได้ และแม้คุณแม่ไม่สามารถดินนมได้ คุณหมอก็แนะนำว่าไม่ต้องกังวล ยังมีอาหารอื่นให้สาร อาหารทดแทนนมวัวได้
5. ให้ลูกกินอาหารเสริมเร็วเกินไป ยิ่งเริ่มอาหารเสริมเร็วกว่า 4-6 เดือน ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะแพ้เร็วขึ้น
หลักป้องกัน
ในกลุ่มที่เสี่ยงและเป็นกลุ่มที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดอยู่แล้ว ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ไรฝุ่น แมลงสาย เกสรหญ้า ขนสัตว์ ควันบุหรี่ และที่สำคัญต้องใช้ยาสม่ำเสมอ
กลุ่มที่ไม่เป็นโรคแต่มีคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ถือว่ามีอัตราเสี่ยง ต้องทำตามสูตรที่กล่าวข้างต้น ขณะตั้งครรภ์ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและไม่กินนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน และไม่เริ่มอาหารเสริมเร็วเกินไป และหากทำได้ควรดูแลเรื่องสิ่ง แวดล้อมที่อาจเป็นสารกระตุ้นภูมิแพ้ด้วย
ภูมิแพ้บางอย่างรักษาได้
ฉีดวัคซีนรักษา ไม่ใช่เพื่อป้องกัน หลักการคือ ฉีดสารที่ผู้ป่วยแพ้เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารที่แพ้นั้น การฉีดจะเริ่มจากปริมาณน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น ต้องฉีดต่อเนื่องเดือนละครั้ง นาน 5 ปีจึงจะหายได้
ฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนรักษาพิจารณาได้จาก
ฉีดได้เฉพาะกรณีเท่านั้น ได้แก่ ผู้ป่วยที่แพ้อากาศหรือแพ้อากาศร่วมกับหอมหืด หรือแพ้แมลงสาบรุนแรง เช่น แพ้ผึ้ง ต่อ แตน แบบถูกต่อยแล้วช็อก หรืออาจถึงเสียชีวิตได้ กรณีภูมิแพ้อื่นๆ การฉีดวัคซีนไม่ช่วยอะไร
ผู้ป่วยมีอาการมาก คือหยุดยาไม่ได้เลย และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นไม่ได้เลย
ต้องมีการทดสอบก่อนว่าแพ้อะไร โดยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือเจาะเลือด กรณีแพ้อากาศที่เสี่ยงจะเป็นโรคหืดมากกว่าคนอื่น 3 เท่า ถ้าฉีดวัคซีนรักษาจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ลงได้ หลักการของวัคซีนรักษานี้ถ้าฉีดตั้งแต่ยังไม่เป็นโรคก็จะป้องกันได้
วัคซีนแบบกิน เนื่องจากการรักษาด้วยวัคซีนแบบฉีดต้องฉีดบ่อย จึงมีปัญหาว่าถ้ากรณีเด็กเล็กๆก็จะไม่ร่วมมือ จึงมีการพัฒนาวัคซีนแบบกิน ปัจจุบันที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปเริ่มใช้แล้ว แต่บ้านเรายังไม่มีการใช้เพราะต้องรอผ่านการับรองจากองค์การอาหารและยาก่อน